นี้เป็นคลิปวิดีโอที่พวกเราทำขึ้นเองเป็นเพลงที่ให้กำลังใจกับพี่น้องชาวไทยทุกคนเเละพวกเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไปนะครับ เพราะคนไทยเราไม่ทิ้งกันอยู่เเล้ว
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555
เเนะนำบล็อกนะครับ
ขอแนะนำบล็อกที่รวบรวมผลงาน หนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ (e - book) ซึ่งผลงานทั้งหมดจัดทำขึ้นโดย นักศึกษาที่เรียนในรายวิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพ ื่อการศึกษา สอนโดย อาจารย์อัจฉริยะ วะทา บล็อกนี้มีชื่อว่า atinno.blogspot.com/
เป็นบล็อกที่รวบรวม หนังสือนิทาน e-book ฝีมือนักศึกษาจากหลายสาขาวิชา หลายๆเรื่องน่าสนใจ และสามารถดาวน์โหลดเก็บไว้ หรือนำไปใช้ประกอบการสอนได้ด้วย
นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังรวมผลงานการทำบล็อกของนักศึก ษา ซึ่งจัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ที ่น่าสนใจไว้มากมาย
อย่าลืมนะคะ เว็บที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอย ากทำหนังสือนิทานแบบทำมือ และทำเป็น e - book เข้าไปดูและดาวน์โหลดที่ บล็อก atinno.blogspot.com
เป็นบล็อกที่รวบรวม หนังสือนิทาน e-book ฝีมือนักศึกษาจากหลายสาขาวิชา หลายๆเรื่องน่าสนใจ และสามารถดาวน์โหลดเก็บไว้ หรือนำไปใช้ประกอบการสอนได้ด้วย
นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังรวมผลงานการทำบล็อกของนักศึก
อย่าลืมนะคะ เว็บที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอย
วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555
ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรีอีสาน ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรีอีสาน
| ||
| ||
วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555
พระอัจฉริยภาพทางดนตรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการดนตรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นสังคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลง แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน ทรงเป็นครูสอนดนตรีแก่ข้าราชบริพารใกล้ชิด และทรงซ่อมเครื่องดนตรีได้ด้วย ตลอดจนทรงเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงต่างๆ อย่างแท้จริง สมกับที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเริ่มเรียนดนตรีเมื่อมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษา
ขณะที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อ
นายเวย์เบรชท์ โดยทรงเรียนการเป่า แซกโซโฟน วิชาการดนตรี การเขียนโน้ต
และการบรรเลงดนตรีสากลต่างๆในแนวดนตรีคลาสสิค เป็นเบื้องต้น
ต่อมาจึงเริ่มฝึกดนตรีแจ๊ส โดยทรงหัดเป่าแซกโซโฟนสอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี
เช่น Johnny Hodges และ Sidney
Berchet เป็นต้น จนทรงมีความชำนาญ
สอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี
และทรงโปรดดนตรีประเภท Dixieland Jazz เป็นอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด ทั้งประเภทเครื่องลม เช่น แซกโซโฟน คลาริเนต
และประเภทเครื่องทองเหลือง เช่น ทรัมเป็ต รวมทั้งเปียโน และกีตาร์
ที่ทรงฝึกเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อประกอบการพระราชนิพนธ์เพลง
และเพื่อทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีส่วนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลงเมื่อมีพระชนมพรรษาได้ ๑๘ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๙
ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง “แสงเทียน”
เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก
และจนถึงปัจจุบันมีเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น ๔๘ เพลง
ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ
และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ในยามที่บ้านเมืองไม่สงบสุข
ก็พระราชทานเพลงปลุกใจเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการ ทหาร พลเรือน และประชาชน
ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ มิให้เกิดความย่อท้อในการทำความดีต่อชาติ ศาสน์
กษัตริย์ ต่อตนเองและสังคม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ทางอ้อมในหลายด้าน อาทิ
ทรงใช้เครื่องดนตรีเป็นสื่อผูกพันสถาบันพระมหากษัตริย์กับนิสิตนักศึกษา โดยเสด็จ ฯ
ไปทรงดนตรีร่วมกับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่นานกว่า ๑๐ ปี
ในคราวเสด็จเยือนต่างประเทศ
ก็ทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศกับนานาประเทศได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พระปรีชาสมารถด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นที่ชื่นชมของชาวต่างประเทศ จนกระทั่งปีพ.ศ ๒๕๐๗
สถาบันการดนตรีและศิลปะการแสดงแห่งกรุงเวียนนา
(ปัจจุบันเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดง) ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายประกาศนียบัตร และสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ ๒๓ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบรมนามาภิไธย “ภูมิพลอดุลยเดช” ปรากฏอยู่บนแผ่นจำหลักหินของสถาบัน
ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ที่มีอายุน้อยที่สุด
และเป็นชาวเอเชียเพียงผู้เดียวที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้
พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ชื่นชมไม่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น
นักดนตรีต่างประเทศทั่วโลกก็ชื่นชม และยอมรับในพระอัจฉริยภาพนี้
นอกจากจะทรงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์เพลงและทรงดนตรีแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงเป็น “ครูใหญ่” สอนดนตรีแก่
แพทย์ ราชองครักษ์ และ ข้าราชการผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดพระยุคลบาทในช่วงที่เสด็จเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ
ตลอดจนข้าราชบริพารในพระองค์ซึ่งส่วนใหญ่เล่นดนตรีไม่เป็นเลย จนเล่นดนตรีเป็น
อ่านโน้ตได้ และสามารถบรรเลงในโอกาสพิเศษต่างๆ ได้ ต่อมาจึงได้เกิดแตรวง “วงสหายพัฒนา” โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงเป็นหัวหน้าวง
ในด้านดนตรีไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์ดนตรีไทยและนาฏยศิลป์ไทยไว้ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
โดยมีพระราชกระแสรับสั่งให้นักดนตรีไทยช่วยกันรักษาระดับเสียงของดนตรีไทยไว้เพื่อเป็นมาตรฐานของวงดนตรีรุ่นหลัง
ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือ “โน้ตเพลงไทย เล่ม ๑” เพื่อรวบรวมและรักษาศิลปะทางดนตรีไทยไว้ให้เป็นหลักฐานและมาตรฐานต่อไป
และทรงสนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัยบันไดเสียงของดนตรีไทย
โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิธีครอบประธานครูโขนละคร และต่อ
กระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ
ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงในวิชาดนตรีและนาฏยศิลป์ไทยอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมทั้ง ๒
อย่างนั้น ดำเนินมาจนถึงจุดที่ใกล้จะสูญสิ้นแล้ว จึงนับได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อนุรักษ์ศิลปะของไทยเพื่อให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นสังคีตกวีแห่งราชวงศ์จักรีพระองค์นี้
ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
แม้ด้านดนตรีก็มิได้เว้น
พระมหากษัตริย์นักดนตรี
มีเรื่องเล่ากันมาว่า
นักดนตรีเอกของโลกได้กล่าวถึงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีว่า
หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
ก็จะต้องทรงเป็นพระราชานักดนตรีของโลก
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นทั้งพระมหากษัตริย์
และทรงเป็นนักดนตรีได้พร้อมกัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
ดังที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทพระนิพนธ์ “เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์” ความตอนหนึ่งว่า
“เมื่อถึงเวลาสนพระทัยแผ่นเสียงก็แข่งกันอีก
รัชกาลที่ ๘ ทรงเลือก Louis Armstrong, Sidney Berchet รัชกาลที่ ๙ ทรงเลือก Duke Ellington Count Banc เกี่ยวกับการซื้อแผ่นเสียงนี้
ถ้าเป็นแจ๊สต้องซื้อเอง ถ้าเป็นคลาสสิคเบิกได้”
“สิ่งที่ทรงเล่นมาด้วยกันเป็นเวลานานคือดนตรี รัชกาลที่ ๘
ทรงเริ่มด้วยเปียโนเพราะเห็นข้าพเจ้าเรียนอยู่ รัชกาลที่ ๙ ขอเล่นหีบเพลง (accordion) เรียนอยู่ไม่กี่ครั้งก็ทรงเลิก “เพราะไม่เข้ากับเปียโน” แล้วรัชกาลที่ ๘ ก็ทรงเลิกเรียนเปียโนไป เมื่ออยู่อาโรซ่า
เวลาหน้าหนาว ได้ทอดพระเนตรวงดนตรีวงใหญ่ที่เล่นอยู่ที่โรงแรม รู้สึกอยากเล่นกัน
ทรงหาแซกโซโฟนที่เป็นของใช้แล้ว (second hand) มาได้ ราคา ๓๐๐
แฟรงค์ แม่ออกให้ครึ่งหนึ่งและสโมสรปาตาปุมออกให้อีกครึ่งหนึ่ง
เมื่อครูมาสอนที่บ้าน รัชกาลที่ ๘ ทรงดันพระอนุชาเข้าไปในห้องเรียน รัชกาลที่ ๙
จึงเป็นผู้ริเริ่ม เมื่อเรียนไปแล้ว ๒-๓ ครั้ง รัชกาลที่ ๘ ทรงซื้อแคลริเน็ต (clarinet) ส่วนพระองค์ วันเรียน ครูสอนองค์ละ ๓๐ นาที แล้วครูก็เอาแซกโซโฟน (saxophone) ของเขาออกมาและเล่นด้วยกันทั้ง ๓ เป็น Trio”
ครูสอนดนตรี ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าไว้นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทพระราชนิพนธ์ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรี” เช่นกัน มีความว่า
“....ครูสอนดนตรีชื่อนายเวย์เบรชท์ (Weybrecht) เป็นชาวอัลซาส (Alsace) ซึ่งเป็นแคว้นของฝรั่งเศสที่พูดภาษาเยอรมัน
เวลาพูดภาษาฝรั่งเศสยังมีสำเนียงภาษาเยอรมันติดมาบ้าง
นายเวย์เบรชท์ทำงานอยู่ร้านขายเครื่องดนตรี (ขายทุก ๆ ยี่ห้อ)
และยังเป็นนักเป่าแซกโซโฟนอยู่ในวงของสถานีวิทยุ เขาเล่นดนตรีได้หลายอย่าง
รวมทั้งแคลริเน็ตด้วย...นอกจากการเล่นดนตรีแล้ว ครูยังสอนวิชาการดนตรีให้ด้วย
รวมทั้งการเขียนโน้ตสากลต่าง ๆ ”
ในบทพระราชนิพนธ์ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรี” ยังทรงเล่าความเกี่ยวกับความสนพระราชหฤทัยในการทรงศึกษาเครื่องดนตรีชนิดอื่น
ๆ ได้แก่ แตร เปียโน กีตาร์ และขลุ่ย ดังนี้
“...สำหรับแตรนั้นสนพระราชหฤทัยจึงไปเช่ามาเป็นแตรคอร์เน็ต
อีกหลายปีจึงทรงซื้อเอง ดูเหมือนว่าแตรทรัมเป็ตเครื่องแรกที่ทรงซื้อจะ
เป็นแตรยี่ห้อเซลเมอร์
สั่งซื้อจากอังกฤษ แต่เป็นของฝรั่งเศส (เครื่องนี้พระราชทานวงสุนทราภรณ์ไป)
จึงซื้อใหม่ยี่ห้อเซลเมอร์เหมือนกัน
ครูเวย์เบรชท์บอกว่าแตรดีที่สุดคือยี่ห้อกูร์ตัว
แต่ไม่ได้ทรงซื้อ...”
“… สำหรับเครื่องดนตรีต่างๆที่ทรงเล่น มีเปียโน
ไม่เคยทรงเรียนจริงจังจากใคร เล่นเอาเอง ดูโน้ต เรียนวิธีประสานเสียง กีตาร์
ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ราว ๑๖ พรรษา เพื่อนที่โรงเรียนเป็นรุ่นพี่อายุมากกว่า
ให้ยืมเล่น ภายหลังไปเอาคืน เขาเห็นว่าสนใจจึงให้เลย ขลุ่ย ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ประมาณ ๑๖-๑๗ พรรษา
เห็นว่าราคาไม่แพงนัก เล่นไม่ยาก
นิ้วคล้ายๆแซกโซโฟน...ตอนหลังเคยเห็นทรงเล่นไวโอลินด้วย
คิดว่าทรงเล่นเอาเองไม่มีครูสอนดนตรี
…”
นอกจากจะทรงศึกษาวิชาดนตรีจากพระอาจารย์ชาวต่างประเทศในต่างประเทศ
แต่เมื่อยังทรงพระเยาว์แล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการแนะนำการดนตรีจาก พระเจนดุริยางค์
ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในประเทศไทย ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เช่นกันว่า
“...คุณพระเจนดุริยางค์ เป็นอีกท่านที่กราบบังคมแนะนำเกี่ยวกับดนตรี
โปรดคุณพระเจน ฯม าก ทรงพิมพ์ตำราที่คุณพระเจน ฯ ประพันธ์ขึ้นทุกเล่ม
ระหว่างการพิมพ์และตรวจปรู๊ฟได้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีมาก
ส่วนไหนที่ไม่เข้าพระทัยก็มีรับสั่งถามคุณพระเจน ฯ เรื่องการพิมพ์หนังสือนี้
คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวังคนปัจจุบันทราบดี เพราะเป็นผู้ที่ทรงมอบหมายให้ดำเนินการ
ได้ทราบว่าคุณพระเจน ฯ ก็ปรารภว่า ในด้านทฤษฎีไม่ทรงทราบมากนัก
แต่ทำไมเคาะเสียงถูกต้องทุกที “
นอกจากทรงเล่นดนตรีแล้ว
ยังทรงสอนดนตรีให้ผู้อื่นเล่นด้วย เคยเล่าพระราชทานว่า
“ได้สอนคนตาบอดเล่นดนตรี
สอนลำบากเพราะเขาไม่เห็นท่าทาง
เมื่อพยายามอธิบายจนเข้าใจสามารถเป่าออกมาเป็นเพลงไพเราะได้
หรือแม้แต่โน้ตเดียวในตอนแรก ดูสีหน้าเขาแสดงความพอใจและภูมิใจมาก”
ทรงแนะนำวิธีการเล่นดนตรีพระราชทานผู้อื่นที่มาเล่นดนตรีถวาย
หรือเล่นร่วมวง ดูเหมือนจะเคยมีรับสั่งว่า การเล่นดนตรีทำให้เกิดความสามัคคีเป็นนักดนตรีเหมือนกัน
ในส่วนที่ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนั้น
ทรงเริ่มอย่างจริงจังเมื่อมีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา
ขณะเมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เสด็จนิวัตพระนคร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ ดังที่พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ บันทึกความไว้ดังนี้
“๕ ธันวาคม ๒๔๘๘
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘
เสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยพร้อมสมเด็จพระอนุชา และสมเด็จพระราชชนนีประทับ ณ
พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ได้โปรดเกล้า ฯ
ให้เข้าเฝ้าในฐานะนักแต่งเพลงสมัครเล่น ได้นำโน้ตที่ได้แต่งไว้แล้วถวายทอดพระเนตร
พระราชทานข้อแนะนำเกี่ยวกับการแต่งเพลงประเภทบลูส์ โดยทรงเปียโนสาธิตให้ฟัง
และสมเด็จพระอนุชามาใส่คำร้อง เพลงแสงเทียน ยามเย็น สายฝน ตามลำดับ
แต่เพลงยามเย็นและเพลงสายฝนได้นำออกสู่ประชาชนก่อนเพลงแสงเทียน โดยพระราชทานให้ออกบรรเลงในงานลีลาศที่สวนอัมพรโดยวงดนตรีของกรมโฆษณาการ
(กรมประชาสัมพันธ์) ควบคุมวงโดย เอื้อ สุนทรสนาน และออกอากาศทางวิทยุ
กรมโฆษณาการเป็นประจำ เป็นที่ซาบซึ้ง และประทับใจพสกนิกรอย่างมาก....”
“..จากนั้นฉันก็แต่งขึ้นอีกเรื่อยๆ จนบัดนี้รวมทั้ง ๔๐ เพลง ในระยะเวลา
๒๐ ปี คิดเฉลี่ยปีละ ๒ เพลง ที่ทำได้ก็เพราะได้รับการ
สนับสนุนจากนักดนตรี
นักเพลงและนักร้อง รวมทั้งประชาชนผู้ฟังต่างก็แสดงความพอใจและความนิยมพอควร
จึงเป็นกำลังใจให้แก่ฉันเรื่อยมา...”
เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงแล้วจึงใส่คำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองได้แก่ Echo, Still on
My Mind, Old Fashioned Melody, No Moon และ Dream Island ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองจากคำร้องภาษาไทย ได้แก่ เพลงความฝันอันสูงสุด
และเราสู้ นอกจากนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และโปรดเกล้า ฯ
ให้มีผู้แต่งคำร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์หลายท่าน ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา นายศุภร
ผลชีวิน นายจำนง ราชกิจ (จรัล บุณยรัตนพันธุ์) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
และท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เพลงพระราชนิพนธ์ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๙-๒๕๓๘ มี
๔๘ เพลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้อย่างแตกฉานในทฤษฎีการประพันธ์
ทรงเป็นผู้นำในด้านการประพันธ์ทำนองเพลงสากลของเมืองไทย
โดยทรงใส่คอร์ดดนตรีที่แปลกใหม่และซับซ้อนทำให้เกิดเสียงประสานที่เข้มข้นในดนตรี
เมื่อประกอบกับลีลาจังหวะเต้นรำที่หลากหลาย
ทำให้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงบรรเลงได้อย่างไพเราะหลายบท
กลายเป็นเพลงอมตะของไทยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังทรงมีจินตนาการสร้างสรรค์ไม่ซ้ำแบบผู้ใด และแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา
เพลงพระราชนิพนธ์แต่ละเพลงนั้น
ล้วนแสดงออกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าโดยถ้วนหน้า เช่น
เพลงยามเย็น
พระราชทานแก่สมาคมปราบวัณโรค
เพื่อนำออกแสดงเก็บเงินบำรุงการกุศล เพลงใกล้รุ่ง
บรรเลงเป็นปฐมฤกษ์ในงานของสมาคมเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย เพลงยิ้มสู้
พระราชทานแก่โรงเรียนสอนคนตาบอด เพลงลมหนาว
พระราชทานในงานประจำปีของสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ เพลงพรปีใหม่
พระราชทานแก่พสกนิกรเนื่องในวันปีใหม่ เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
เพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงเราสู้ พระราชทานแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ
Kinari
Suite พระราชทานเพื่อใช้ประกอบการแสดงบัลเล่ต์ชุดมโนราห์
และมีเพลงประจำสถาบันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน ได้แก่
เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ เพลงธรรมศาสตร์ เพลงเกษตรศาสตร์ เพลงธงชัยเฉลิมพล ราชวัลลภ
และ ราชนาวิกโยธิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการรวมนักดนตรีสมัครเล่นมารวมกันตั้งเป็นวงขึ้นเป็นครั้งแรก
ขณะที่ทรงประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ประกอบด้วยพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรงคุ้นเคย
และเมื่อโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. (อัมพรสถาน) ขึ้นในปีพุทธศักราช
๒๔๙๕ เพื่อให้เป็นสื่อกลางที่ให้ความบันเทิงและสาระประโยชน์ในด้านต่างๆ
พระราชทานชื่อว่า “วงลายคราม” ก็ได้มีการออกอากาศส่งวิทยุกระจายเสียงกับวงดนตรีต่างๆด้วย
ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้นักดนตรีรุ่นหนุ่มมาเล่นดนตรีร่วมกับวงลายคราม จึงเกิดเป็น
วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ขึ้น วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์มีลักษณะพิเศษคือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง
ออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุประจำวันศุกร์ และยังทรงจัดรายการเพลงเอง
ทรงเลือกแผ่นเสียงเองในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้า ฯ ให้มีการขอเพลง และจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เองทุกวันศุกร์
และวันอาทิตย์เป็นวันฝึกซ้อม วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์
ยังเป็นวงดนตรีที่โปรดให้ไปร่วมบรรเลงในงาน “วันทรงดนตรี” ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ
เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษา เป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะยกเลิกไป
เพราะทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มมากขึ้น
ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งแตรวง “สหายพัฒนา” ขึ้นอีกวงหนึ่ง
โดยโปรดฯให้รวบรวมผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท
และโดยเสด็จฯในการพัฒนาภูมิภาคต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น นักเกษตรหลวง คณะแพทย์อาสาสมัคร
ข้าราชการในพระองค์ ราชองค์รักษ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน
พระราชทานเวลาฝึกสอนในช่วงเวลาทรงออกพระกำลังในตอนค่ำของทุกๆวัน
ทรงตั้งแตรวงขึ้นสำเร็จ และยังคงเล่นดนตรีเป็นประจำทุกค่ำของวันศุกร์ และวันอาทิตย์เป็นวันซ้อมร่วมกับนักดนตรี
อ.ส.วันศุกร์ ณ สถานี อ.ส. และเกือบทุกเย็นกับวงสหายพัฒนา ณ ศาลาดุสิดาลัย
สวนจิตรลดา จนถึงปัจจุบัน
พระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ประจักษ์ในนานาประเทศ
ดังที่จะเห็นจากการที่ทรงเข้าร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีของประเทศต่าง ๆ
ที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน ไม่ว่าวงดนตรีนั้น ๆ จะมีการเล่นดนตรีในแบบใด
โดยมิได้ทรงเตรียมพระองค์มาก่อน
นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกล้วนถวายการยกย่องพระองค์ในฐานะทรงเป็นนักดนตรีแจ๊สผู้มีอัจฉริยภาพสูงส่ง
ดังเช่น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประเทศออสเตรีย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช
๒๕๐๗ ประธานสถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาได้ทูลเกล้า ฯ
ถวายปริญญากิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในฐานะที่ทรงเป็นสมาชิกหมายเลข ๒๓
ซึ่งผู้ที่จะได้รับเกียรติเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งสถาบันนี้ได้
ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพและผลงานด้านดนตรีและศิลปะดีเด่นเป็นที่ยอมรับของชาวโลกทั้งสิ้น
ด้านการดนตรีนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงละเลยดนตรีไทย
อันเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ได้มีพระราชดำริให้มีการรวบรวมเพลงไทยเดิมขึ้นไว้
แล้วบันทึกโน้ตเพลงไทยเดิมขึ้นเป็นหลักฐาน
เพื่อที่จะได้พิมพ์เผยแพร่วิชาการดนตรีไทยในหมู่ประชาชนต่อไป
ทรงริเริ่มให้มีการวิจัยเกี่ยวกับดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังทรงได้
ริเริ่มให้นำเพลงสากลมาแต่งเป็นแนวเพลงไทย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้นายเทวาประสิทธิ์
พาทยโกศล นำทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ มหาจุฬาลงกรณ์ มาแต่งเป็นแนวไทย
บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เมื่อนำขึ้นบรรเลงถวายแล้วก็พระราชทานชื่อว่า
เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ เช่นเดียวกัน
นับเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นจากเพลงไทยสากลตามพระราชดำริที่ทรงสร้างสรรค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับดนตรีแก่นักข่าวชาวอเมริกันในรายการเสียงแห่งวิทยุอเมริกา
เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๓ ความตอนหนึ่งว่า
“ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า
จะเป็นแจ๊สหรือไม่ใช่แจ๊สก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวทุกคน
เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้าดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม
และทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท
เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาสและอารมณ์ที่ต่างๆกันออกไป”
ทรงเห็นว่า ดนตรี
นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ควรจะเป็นสื่อสร้างสรรค์ชักนำให้คนเป็นคนดีของประเทศชาติและสังคม
ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ณ ศาลาดุสิดาลัย
เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔
มีความตอนหนึ่งดังนี้
“...การดนตรีจึงมีความหมายสำคัญสำหรับประเทศชาติสำหรับสังคม ถ้าทำดี ๆ
ก็ทำให้คนเขามีกำลังใจจะปฏิบัติงานการ ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง
ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจได้
คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะดึงกลับมาในทางที่ถูกต้องได้ ฉะนั้น
ดนตรีก็มีความสำคัญอย่างหนึ่ง จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีในรูปการณ์ต่าง
ๆ ว่า มีความสำคัญและต้องทำให้ถูกต้อง ต้องทำให้ดี
ถูกต้องในทางหลักวิชาการดนตรีอย่างหนึ่ง
และก็ถูกต้องตามหลักวิชาของผู้ที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต
ก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวมทั้งส่วนตัว
เพราะก็อย่างที่กล่าวว่าเพลงนี้มันเกิดความปีติภายในของตัวเองได้
ความปีติในผู้อื่นได้
ก็เกิดความดีได้ความเสียก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องมีความระมัดระวังให้ดี...”
ดนตรีกับชีวิต
โน้ตเพลงแรกที่มนุษย์ร้องได้แว่วหายไปในอากาศเป็นเวลานานเสียจนเราไม่มีวันจะรู้ว่ามนุษย์เริ่มรู้จักร้องเพลงตั้งแต่เมื่อใด
ถึงกระนั้นนักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาก็รู้ดีว่า
มนุษย์รู้จักร้องเพลงก่อนที่จะรู้จักเขียนหนังสือ เพราะได้พบหลักฐานว่าชาว Sumerian
รู้จักร้องรำทำเพลงตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาลประมาณ 3,600 ปี
และเมื่อมีการเต้นรำบูชาเทพเจ้า นั่นหมายความว่า
ชนเผ่านี้มีความสามารถในการทำอุปกรณ์ดนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวอักษรที่ชาว
Sumerian รู้จักประดิษฐ์ขึ้นใช้นั้น ได้เพิ่งอุบัติเมื่อประมาณ
5,000 ปีมานี้เอง
ทฤษฎีมานุษยวิทยาปัจจุบันเชื่อว่า
เสียงดนตรีเสียงแรกคงเป็นเสียงตะโกนที่มนุษย์ใช้ในการส่งสัญญาณเวลามีภัย
และมนุษย์ได้
พบว่าเวลาที่เขาเปลี่ยนระดับเสียงให้สูงขึ้นหรือต่ำลงแล้วเปล่งเสียงไปกระทบผนังถ้ำหรือหน้าผา
ความกึกก้องของเสียงสะท้อน คงทำให้เขาตกตะลึงด้วยความตื่นเต้น
และเมื่อเขาตะโกนซ้ำๆ โดยให้เสียงมีความถี่และความดังต่างๆ กัน เขาก็ได้พบว่าเสียง
สะท้อนมีความชัดและจังหวะที่หลากหลาย จากนั้นมนุษย์คงได้เริ่มรู้จักจังหวะดนตรี
โดยวิธีปรบมือ กระทืบเท้า ใช้มือตีขอนไม้ เป็นจังหวะ ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า
ขอนไม้เป็นอุปกรณ์ดนตรีชิ้นแรกที่มนุษย์รู้จักใช้ในการให้จังหวะ
หรือเมื่อถึงเวลาล่าสัตว์
นายพรานยุคดึกดำบรรพ์บางคนที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเลอาจใช้วิธีเป่าเปลือกหอยขนาดใหญ่
เพื่อบอกตำแหน่ง ของตนและเหยื่อ เพราะเขาได้พบว่าเสียงเป่าหอยสามารถเดินทางไปได้ไกลกว่าเสียงตะโกน
ดังนั้นคนเหล่านี้อาจใช้จังหวะการเป่า เป็นสัญญาณสื่อสารถึงกันได้เช่น
ส่งเสียงดังสองครั้งแสดงว่าเหยื่ออยู่ทางซ้าย
หรือสัญญาณเสียงสามครั้งแสดงว่าเหยื่ออยู่ทางขวา เป็นต้น
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า
มนุษย์สร้างดนตรีขึ้นมาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น ใช้ในการล่าสัตว์หรือในพิธีเทวบูชา
หรือเพื่อ ความสำราญ
เมื่อความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์มีมากขึ้น
มนุษย์ได้พบว่าก้อนหินในถ้ำเวลานำมากระแทกกัน สามารถให้เสียงที่ทำให้
ตนรู้สึกสุขได้หรือเวลาเอาหนังสัตว์ที่แห้งมาขึงให้ตึง แล้วใช้ไม้ตีเขาจะได้ยินเสียงสูงๆ
ต่ำๆ และถ้าเขานำหนังสัตว์ไปขึงปิดปากภาชนะ แล้วตีด้วยไม้หรือมือ
ภาชนะดังกล่าวจะทำให้เขาได้ยินเสียงดังกังวาน นี่คือเทคโนโลยีการทำกลองรุ่นแรกๆ
ส่วนคนที่ชอบยิงธนูก็ได้พบว่า
สำหรับคันธนูที่มีเชือกขึงเวลาเขาดีดเชือกจะมีเสียงเกิดขึ้น
และถ้าเขาเปลี่ยนตำแหน่งของเชือกแล้ว ดีดใหม่เสียงที่ได้ยินจะดังไม่เหมือนเดิม
นี่คืออุปกรณ์ที่เราทุกวันนี้รู้จักกันในนามว่า
พิณ ซึ่งนักโบราณคดีก็ได้เห็นภาพของพิณโบราณปรากฏบนผนังกำแพงเมือง Ur ของชาว
Sumerian ที่มีอายุประมาณ 4,600 ปี
และที่ผนังหลุมฝังศพของฟาโรห์ Nebamun ที่เมือง Thebes ในอียิปต์ก็มีภาพ
แสดงนักดนตรีกำลังเล่นอุปกรณ์ดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า lute (พิณที่มีลักษณะคล้ายน้ำเต้า)
เมื่อ 3,400 ปีก่อนนี้ คัมภีร์ไบเบิล มีการกล่าวถึงเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
psaltery ซึ่งทำด้วยกล่องไม้ที่มีเชือกพาดเหนือกล่อง
และสามารถให้เสียงได้ เวลาคนเล่นดีดเชือก
ส่วนอุปกรณ์ดนตรีประเภทขลุ่ยนั้น
คงเกิดจากการที่มนุษย์โบราณได้พบว่า เวลาเขาบริโภคไขกระดูกที่มีในกระดูกสัตว์แล้ว
กระดูก กลวงที่ถูกเจาะเป็นรูเวลาเป่าจะให้เสียงได้เช่นกัน
เมื่อมนุษย์รู้จักทำอุปกรณ์ดนตรีเหล่านี้และพบว่ามันสามารถให้เสียงได้ต่างๆ
นานา คงมีความรู้สึกว่าอุปกรณ์ดนตรีเป็นอุปกรณ์ลึกลับ
ที่คนพิเศษเท่านั้นจะสามารถเล่นมันได้
และนี่ก็คือที่มาของบรรดาพ่อมดแม่มดทั้งหลายที่อ้างความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง
โดยการร้องเพลง เต้นระบำและตีเป่าอุปกรณ์ดนตรีในเวลาเดียวกัน
ในเวลาต่อมา ความก้าวหน้าทางอารยธรรมของมนุษย์
ได้ผลักดันให้กระบวนการทำอุปกรณ์ดนตรีเพื่อการละเล่น เปลี่ยนสภาพจาก
งานอดิเรกที่คนทำอุปกรณ์ไม่จริงจังหรือตั้งใจอะไร มาเป็นงานอาชีพชนิดหนึ่งที่มีความเป็นศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ในเวลาต่อมาก็ได้พบว่า
อุปกรณ์ที่มีรูปร่างและความสามารถในการทำเสียงต่างๆ กันนี้
เวลาถูกนำมาเล่นพร้อมกัน จะทำให้คนฟัง ได้ยินเสียงดนตรีที่มีความไพเราะ นุ่มนวล
แต่การที่จะได้ยินเพลงที่ไพเราะจับใจเช่นนั้นวงดนตรีนั้นต้องมีคนควบคุม
และนี่ก็คือ ที่มาของผู้อำนวยเพลง
เมื่อการสร้างอุปกรณ์ดนตรีและเทคนิคการเล่นดนตรีได้รับการพัฒนายิ่งขึ้น
มนุษย์ก็รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงดนตรีมากขึ้น ดังนั้น ตามสถานที่ต่างๆ
ก็มีการเล่นดนตรีมากขึ้น เช่น ในขบวนสวนสนามก็มีการใช้ดนตรีประกอบ
ในพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ ก็มีการเล่นดนตรี
หรือเวลากองทหารเข้าประจัญบานก็มีเสียงดนตรีนำและแม้กระทั่งคนขายของก็นิยมใช้เสียงดนตรีในการโฆษณา
เพราะได้พบว่า เสียงดนตรีที่ดีและดังจะทำให้ลูกค้าสนใจและธุรกิจรุ่งเรือง
และในพิธีกรรมทางศาสนาบางศาสนาก็มีการร้องเพลง แต่สำหรับ
ศาสนาบางศาสนาการร้องเพลงในศาสนสถานคือกิจกรรมต้องห้ามเพราะถือว่าเป็นการลบหลู่สถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
ความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันต่อดนตรีมีหลายประเด็น
เช่น
เมื่อประมาณ 4 ปีก่อนนี้ G. Shaw และ
F. Rauscher แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Irvine ได้เสนอรายงานวิจัยที่แสดงให้
เห็นว่า
ดนตรีสามารถทำให้คนมีความสามารถในการวิเคราะห์หาความเป็นเหตุเป็นผลได้ดีขึ้น
โดยเขาทั้งสองได้พับกระดาษซ้อนกัน หลายชั้นแล้วตัดมุมของกระดาษที่พับนั้นออก
จากนั้นเขาได้ให้นิสิตมหาวิทยาลัย 3 กลุ่ม บอกให้ได้ว่าแผ่นกระดาษที่ถูกตัดมุมออกไปนั้น
เมื่อนำมากางออกจะมีรูปร่างอะไร
ทฤษฎีปรากฏการณ์ Mozart ที่ว่าดนตรีและความสามารถทางคณิตศาสตร์นี้
ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จิตวิทยา และดนตรี
ล่าสุด K. Steel แห่งมหาวิทยาลัย
Appalachian State ที่เมือง Boone ในรัฐ
North Carolina ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนใจ
เรื่องนี้ได้รายงานผลการวิจัยของเขาในวารสาร Psychological Science ฉบับเดือนกรกฎาคม
พ.ศ. 2542 ว่าดนตรีไม่สามารถ
ทำให้คนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
หรือพูดอีกนัยหนึ่งปรากฏการณ์ Mozart ไม่มี
ในวารสาร Science ฉบับที่
291 ประจำวันที่ 9
มีนาคม พ.ศ. 2544 D. Drayna National Institute on Deafness and Other
Communication Disorders ได้รายงานว่า
ถึงแม้คนบางคนจะมีความสามารถสูงในการได้ยิน แต่ถ้าเสียงโน้ต ดนตรีที่เขาได้ยินนั้น
ถูกเปลี่ยนไปตัวสองตัว ทั้งๆ ที่เพลงนั้นเป็นเพลงที่เขาคุ้นเคย
เขาก็อาจบอกไม่ได้ว่าเพลงที่เขาได้ยินนั้นได้ถูก ดัดแปลงไปบ้างแล้ว
เขาจึงสรุปว่าความเข้าใจการรับรู้ระดับเสียงดนตรีในคน
คงจะทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าสมองของคนทำงาน อย่างไร
แต่ข้อสังเกตที่น่าสนใจที่ได้จากการรายงานนี้ก็คือ
การใช้ความสามารถในการบอกความผิดปกติของเสียงคนตรีที่คุ้นๆ นี้ Drayna คิดว่า
มีสาเหตุจากพันธุกรรมในคนๆ นั้น ครับ
ประโยชน์ของดนตรีต่อสังคมมนุษย์
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าดนตรีนั้นก่อกำเนิดมาพร้อมๆกับสังคมมนุษย์
ดังนั้นมนุษย์จึงได้นำเอาดนตรีมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งพอจะสรุปประโยชน์ของดนตรีที่มนุษย์นำมาใช้ได้
ดังนี้…………..
1. ด้านการศึกษา นำเสียงดนตรีมาใช้ประกอบในการสอนแบบสร้างสรรค์ทางศิลปะผลปรากฏว่าเสียงดนตรีสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์
เสริมสร้างความคิดจินตนาการ ช่วยกระตุ้นให้มีการแสดงออกในทางสร้างสรรค์
ส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทหู กล้ามเนื้อมือ
ให้สอดคล้องกับการใช้ความคิด ทำให้หายเหนื่อย และผ่อนคลายความตึงเครียด
หลักการดังกล่าวนี้มีใช้มาตั้งแต่สมัยกรีก ในยุคเฮเลนิสติค(Hellinistic
Period 440-330 B.C) ชนชาติกรีกได้พัฒนาหลักการของ อีธอส (Doctrine
of ethos) ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องของพลังแห่งสัจธรรมของดนตรี
โดยกล่าวไว้ว่าพลังของดนตรีมีผลเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกถึงความชื่นชอบหรือความขัดแย้ง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดนตรีเกี่ยวข้องกับความดีและความชั่วร้าย ในหนังสือ Poetics นั้น
อริสโตเติล (Aristotle) ได้อธิบายว่าดนตรีมีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์ เขากล่าวว่าดนตรีเลียนแบบอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์
ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้ยินดนตรีซึ่งเลียนแบบอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
ก็จะเกิดมีความรู้สึกคล้อยตามไป
ถ้าได้ยินดนตรีที่กระตุ้นอารมณ์ที่ทำให้จิตใจต่ำบ่อย ๆ
เข้าก็ทำให้เขาพลอยมีจิตใจต่ำไปด้วย
ตรงกันข้ามถ้ามีโอกาสได้ฟังดนตรีที่ช่วยยกระดับจิตใจ ก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจสูง ดังนั้น เปลโตและอริสโตเติล
จึงมีความคิดเห็นตรงกันในข้อที่ว่าหลักสูตรการศึกษาควรประกอบด้วยวิชากีฬาและดนตรีที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจ เปลโต
สอนว่า “การเรียนดนตรีอย่างเดียวทำให้อ่อนแอและเป็นคนมีปัญหา
การเรียนกีฬาอย่างเดียวทำให้เป็นคนที่อารมณ์ก้าวร้าวและไม่ฉลาด” ยิ่งกว่านั้นเปลโตยังได้กำหนดไว้ว่า “ดนตรีที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาไม่ควรมีลีลาที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว
ควรใช้ทำนองที่มีลีลาดอเรียน(Dorian)และฟรีเจียน (Phrygian)” บันไดเสียงทั้งสองข้างต้นทำให้เกิดอารมณ์กล้าหาญและสุภาพเรียบร้อย เปลโตยังเคยกล่าวไว้ว่า “จะให้ใครเป็นผู้เขียนกฎหมายก็แล้วแต่
ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้แต่งเพลงประจำชาติก็แล้วกัน”
2.ด้านการแพทย์ ใช้เสียงดนตรีกระตุ้นทารกในครรภ์มารดา
ผลปรากฏว่าเด็กมีปฏิกิริยาตอบรับกับเสียงเพลง
ทั้งทางพฤติกรรมและร่างกายที่ดี เสียงเพลงที่นุ่มนวลจะทำให้เด็กมีอาการสงบเงียบ
ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นและยังช่วยให้ระบบหายใจและระบบย่อยอาหารดีขึ้น
การนำเสียงดนตรีมาบำบัดรักษาผู้ป่วยปัญญาอ่อน
โดยเฉพาะการใช้ดนตรีลดหรือบรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยใน 48
ชั่วโมงแรก ผลปรากฏว่าช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายภาวะทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังที่ผู้ใช้นามปากกาว่า คุณทองจีน
บ้านแจ้ง เขียนไว้ในเรื่อง
แกะสะเก็ดคลาสสิค ในหนังสือ ชาวกรุง ฉบับที่ 5 พ.ศ.2522 ว่า “หมอชาวกรีกโบราณท่านหนึ่งชื่อว่า แอสคลีปีอุส(Asclepius)ได้ใช้ดนตรีบรรเลงให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแล้วฟัง
ปรากฏว่าช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดได้ดี”
3. ด้านสังคม มีการใช้จังหวะดนตรีมากำหนดควบคุมการทำงาน
เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง เช่นการพายเรือจังหวะยก-ส่งของ เป็นต้น การใช้ดนตรีปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความรัก
ความสามัคคีในหมู่คณะ เช่นเพลงปลุกใจ เพลงเชียร์เป็นต้น
ใช้เสียงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศในการประกอบ
พิธีกรรมต่างๆ ให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เคร่งขรึม
น่าเชื่อถือ
หรือสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่ร่าเริง เบิกบาน สนุกสนาน ในงานเลี้ยงสังสรรค์
งานฉลองต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างงาน อาชีพ
ให้กับบุคคลในสังคมอย่างมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น นักดนตรี นักร้อง
ครูสอนดนตรี นักประพันธ์เพลง นักผลิตรายการคอนเสิร์ต
นักดนตรีบำบัดผู้อำนวยการเพลงหรือวาทยากรนักเขียนทางดนตรี นักประดิษฐ์เครื่องดนตรี
และผู้ซ่อมหรือปรับเสียงเครื่องดนตรี เป็นต้น
4. ด้านจิตวิทยา
ใช้เสียงดนตรีปรับเปลี่ยนนิสัยก้าวร้าวของมนุษย์ รักษาโรคสมาธิสั้น
โดยเฉพาะเด็กจะทำให้มีสมาธิยาวขึ้น อ่อนโยนขึ้น โดยใช้หลักทฤษฎีอีธอส (Ethos)
ของ ดนตรี
ซึ่งเชื่อว่าดนตรีมีอำนาจในการที่จะเปลี่ยน
นิสัยของ มนุษย์
จนกระทั่งในบางกรณีสามารถรักษาโรคให้หายได้ ปัจจุบัน
มีนักดนตรีบำบัดผู้ซึ่งมีความสามารถฟื้นฟูและบำบัดรักษาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ทำงานในด้านนี้
5. ด้านกีฬา
ใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมกีฬา เช่น ยิมนาสติกกิจกรรมเข้าจังหวะ การเต้นแอโรบิค
เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมต่างๆมากมาย
ที่ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบในการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม
อาจกล่าวได้ว่าดนตรีเป็นส่วนประกอบที่ขาดเสียมิได้ในกิจกรรมของสังคมมนุษย์
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดนตรี
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดนตรี
ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น
และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้ว
คำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้
แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยา (anthropology) แล้วก็จะกล่าวได้ว่า
ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว
มีหลักฐานว่าอารยธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000
ปี
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นครั้งแรก คือ “ความหวาดกลัว” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน
การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบ
ฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม
แผ่นดินไหว ฯลฯ
ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว
ไม่เพียงแต่เท่านี้มนุษย์ยังมีความเชื่อว่าความงอกงามของพืชพันธุ์ธัญชาติ
การพ้นภยันตรายจากสัตว์ร้าย
การฟื้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ
ก็ล้วนเป็นความกรุณาปรานีที่ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้น
การที่จะเอาใจและตอบแทนบุญคุณพระเจ้าต่างๆก็จะทำได้โดยการบวงสรวง การเต้น
การร้อง
และการแสดงสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความสบายอกสบายใจ” นักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ออกไปล่าสัตว์ ขณะทีเรารอดักสัตว์อย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น
เขาอาจจะเอาคันธนูหรือหน้าไม้มาลองดีดสายดู
เมื่อเขาสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงต่ำบ้าง
เขาก็เกิดความพอใจ
และคันธนูก็ได้เป็นต้นกำเนิดของพิณขึ้นในเวลาต่อมา ส่วนปี่และขลุ่ยเกิดขึ้นมาอย่างไรนั้น นักปราชญ์ก็ได้สันนิษฐานว่าพวกเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงวัว
เมื่อนำฝูงสัตว์ของตนออกไปเลี้ยงตามท้องทุ่งก็อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายแลกงอยเหงา การที่จะแก้อาการเหล่านี้
เขาอาจจะไปตัดปล้องไม้หรือเก็บเอากระดูกสัตว์มาถือจับเล่นก่อน
เผอิญปล้องไม้หรือกระดูกสัตว์นั้นเกิดมีรู และเผอิญอีกเช่นกันที่เขาเอามันมาลองเป่าดู
ครั้นเกิดเป็นเสียงเขาก็คงจะทึ่งจะกับมันมาก
และพยายามปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ สำหรับกลองนั้น นักปราชญ์ให้ความเห็นว่า
มนุษย์ในยุคนั้นคงลองเอาขนสัตว์ขึงบนหินที่กลวงหรือไม่ก็บนต้นไม้กลวง เมื่อเอาลองมือและไม้ตีบนหนังที่ขึงตึงนั้นก็จะเกิดเสียงดังขึ้น และนี่คือต้นกำเนิดกลองใบแรกของโลก
ท่านทั้งหลายคงจะเคยเห็นรูปร่างและเคยฟังเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิดของวงดุริยางค์ในปัจจุบันมาแล้ว เป็นต้นว่า
พิณฮาร์พ ขลุ่ยฟลูท กลองทิมปานี
เครื่องดนตรีเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นขั้นๆ
ต่อเนื่องกันมานานนักหนาแล้วจากสิ่งที่คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ก่อกำเนิดมันขึ้นตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
ครั้นเมื่อมนุษย์รู้จักการเพาะปลูกและนำสัตว์มาเลี้ยง พวกเขาก็เริ่มตั้งถิ่นฐาน สร้างที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งสังคมของเขาเริ่มขยายตัวและซับซ้อนขึ้น มีการช่วยเหลือระหว่างกันมากกว่าแต่ก่อน
พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์ตามลำพังและอยู่อย่างเร่ร่อน เวลาว่างก็ได้มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เขาได้ใช้เวลาว่างปรับปรุงสภาพเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้น และดนตรีก็พลอยได้รับการปรับปรุงตามไปด้วย สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ
มนุษย์เริ่มมีความศรัทธาหรือความเชื่อมั่นต่อสิ่งศักดิ์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น และในเวลาต่อมาเมื่อศาสนาได้อุบัติขึ้น
การขับร้องและการบรรเลงก็ค่อยๆมีวิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา
เพลงศาสนาหรือดนตรีทางศาสนานี้เองที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสต์ศาสนา
ประจักษ์พยานที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้คือ
วิวัฒนาการของดนตรีคริสต์ศาสนาตั้งแต่มัธยมสมัยของยุโรปมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานานร่วม 7 ศตวรรษ
อนึ่งคำว่า "ดนตรีศาสนา"
นี้ตรงกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า church
music หรือ sacred music คำในภาษาอังกฤษทั้งสองนี้ได้ใช้กันมาอย่างกว้างขวางทัดเทียมกัน
ดังได้กล่าวแล้วว่า Sacred
music คือ
ดนตรีศาสนา
ที่ตรงกันข้ามกับคำนี้คือ secular
music คำว่า secular music ก็คือดนตรีที่ให้ความรื่นเริงทางโลกหรือให้ความบันเทิงใจกับปุถุชน ถ้าจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็จะพูดว่า secred music คือ
"ดนตรีวัด" และ secular music คือ "ดนตรีบ้าน" ทั้งนี้เพราะ secred music มักขับร้องแลบรรเลงกันในวัด ส่วน secular music ส่วนมากจะปฏิบัติและฟังกันตามบ้าน
ซึ่งนับตั้งแต่พระราชวังลงไปจนถึงทับของคนยากคนจน
ในขณะที่ดนตรีศาสนากำลังเจริญเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่นั้น
ดนตรีที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจก็ได้ก้าวรุดหน้าไปไม่น้อย
ผู้คนได้นำเอาดนตรีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เช่น
ใช้ประกอบการงานที่ใช้อยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพลงประเภทนี้เรียกว่า "เพลงขับร้องระหว่างการทำงาน" (work song) ซึ่งได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเก็บฝักข้าวโพด เพลงปั่นฝ้าย เพลงคนตัดต้นไม้ เป็นต้น
ในบรรดาเพลงขับร้องระหว่างการทำงาน
เห็นจะไม่มีเพลงใดขึ้นชื่อเท่าเพลง
"Song of the Volga
Bothman" เพลงนี้เป็นเพลงพื้นเมืองเก่าแก่ของรัสเซีย เป็นเพลงของชาวเรือในแม่น้ำโวลก้าสมัยก่อน ชาวเรือจะเข้าแถวอยู่บนริมฝั่ง ช่วยกับฉุดลากเรือเพื่อให้แล่นทวนกระแสน้ำ
พร้อมกันนั้นเขาจะร้องเพลงนี้ช่วยให้จังหวะของการทำงานดีขึ้น
เมื่อกล่าวถึงชาวเรือ
ก็ควรจะกล่าวถึงเพลงชาวเรือบทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เพลนั้นก็คือ
เพลงชาวเรือเนเปิลส์ (Neapolitan
both song) ซึ่งมีชื่อว่า "Santa Lusia" (อ่านว่า ซันตา
ลูซิอา)
เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ตรงท่วงทำนองอันชวนให้ใฝ่ฝัน ชาวเรือในอ่าวเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี
จะขับร้องเพลงไพเราะบทนี้ในยามคำคืน
รำพึงถึงความอ้างว้างของท้องทะเล
และความงดงามของระลอกคลื่นที่ส่งประกายระยิบระยับสีเงินยวงเมื่อต้องแสงจันทร์
เพลงที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่คนทั่ว ๆ ไปนอกจากเพลงขับร้องระหว่างการทำงานแล้ว ก็ยังมีเพลงประกอบการเล่น เพลงประกอบระบำ เพลงรัก เพลงกล่อมเด็ก เพลงเทศกาลและเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)