ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดนตรี
ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น
และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้ว
คำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้
แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยา (anthropology) แล้วก็จะกล่าวได้ว่า
ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว
มีหลักฐานว่าอารยธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000
ปี
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นครั้งแรก คือ “ความหวาดกลัว” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน
การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบ
ฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม
แผ่นดินไหว ฯลฯ
ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว
ไม่เพียงแต่เท่านี้มนุษย์ยังมีความเชื่อว่าความงอกงามของพืชพันธุ์ธัญชาติ
การพ้นภยันตรายจากสัตว์ร้าย
การฟื้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ
ก็ล้วนเป็นความกรุณาปรานีที่ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้น
การที่จะเอาใจและตอบแทนบุญคุณพระเจ้าต่างๆก็จะทำได้โดยการบวงสรวง การเต้น
การร้อง
และการแสดงสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความสบายอกสบายใจ” นักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ออกไปล่าสัตว์ ขณะทีเรารอดักสัตว์อย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น
เขาอาจจะเอาคันธนูหรือหน้าไม้มาลองดีดสายดู
เมื่อเขาสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงต่ำบ้าง
เขาก็เกิดความพอใจ
และคันธนูก็ได้เป็นต้นกำเนิดของพิณขึ้นในเวลาต่อมา ส่วนปี่และขลุ่ยเกิดขึ้นมาอย่างไรนั้น นักปราชญ์ก็ได้สันนิษฐานว่าพวกเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงวัว
เมื่อนำฝูงสัตว์ของตนออกไปเลี้ยงตามท้องทุ่งก็อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายแลกงอยเหงา การที่จะแก้อาการเหล่านี้
เขาอาจจะไปตัดปล้องไม้หรือเก็บเอากระดูกสัตว์มาถือจับเล่นก่อน
เผอิญปล้องไม้หรือกระดูกสัตว์นั้นเกิดมีรู และเผอิญอีกเช่นกันที่เขาเอามันมาลองเป่าดู
ครั้นเกิดเป็นเสียงเขาก็คงจะทึ่งจะกับมันมาก
และพยายามปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ สำหรับกลองนั้น นักปราชญ์ให้ความเห็นว่า
มนุษย์ในยุคนั้นคงลองเอาขนสัตว์ขึงบนหินที่กลวงหรือไม่ก็บนต้นไม้กลวง เมื่อเอาลองมือและไม้ตีบนหนังที่ขึงตึงนั้นก็จะเกิดเสียงดังขึ้น และนี่คือต้นกำเนิดกลองใบแรกของโลก
ท่านทั้งหลายคงจะเคยเห็นรูปร่างและเคยฟังเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิดของวงดุริยางค์ในปัจจุบันมาแล้ว เป็นต้นว่า
พิณฮาร์พ ขลุ่ยฟลูท กลองทิมปานี
เครื่องดนตรีเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นขั้นๆ
ต่อเนื่องกันมานานนักหนาแล้วจากสิ่งที่คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ก่อกำเนิดมันขึ้นตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
ครั้นเมื่อมนุษย์รู้จักการเพาะปลูกและนำสัตว์มาเลี้ยง พวกเขาก็เริ่มตั้งถิ่นฐาน สร้างที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งสังคมของเขาเริ่มขยายตัวและซับซ้อนขึ้น มีการช่วยเหลือระหว่างกันมากกว่าแต่ก่อน
พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์ตามลำพังและอยู่อย่างเร่ร่อน เวลาว่างก็ได้มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เขาได้ใช้เวลาว่างปรับปรุงสภาพเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้น และดนตรีก็พลอยได้รับการปรับปรุงตามไปด้วย สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ
มนุษย์เริ่มมีความศรัทธาหรือความเชื่อมั่นต่อสิ่งศักดิ์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น และในเวลาต่อมาเมื่อศาสนาได้อุบัติขึ้น
การขับร้องและการบรรเลงก็ค่อยๆมีวิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา
เพลงศาสนาหรือดนตรีทางศาสนานี้เองที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสต์ศาสนา
ประจักษ์พยานที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้คือ
วิวัฒนาการของดนตรีคริสต์ศาสนาตั้งแต่มัธยมสมัยของยุโรปมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานานร่วม 7 ศตวรรษ
อนึ่งคำว่า "ดนตรีศาสนา"
นี้ตรงกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า church
music หรือ sacred music คำในภาษาอังกฤษทั้งสองนี้ได้ใช้กันมาอย่างกว้างขวางทัดเทียมกัน
ดังได้กล่าวแล้วว่า Sacred
music คือ
ดนตรีศาสนา
ที่ตรงกันข้ามกับคำนี้คือ secular
music คำว่า secular music ก็คือดนตรีที่ให้ความรื่นเริงทางโลกหรือให้ความบันเทิงใจกับปุถุชน ถ้าจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็จะพูดว่า secred music คือ
"ดนตรีวัด" และ secular music คือ "ดนตรีบ้าน" ทั้งนี้เพราะ secred music มักขับร้องแลบรรเลงกันในวัด ส่วน secular music ส่วนมากจะปฏิบัติและฟังกันตามบ้าน
ซึ่งนับตั้งแต่พระราชวังลงไปจนถึงทับของคนยากคนจน
ในขณะที่ดนตรีศาสนากำลังเจริญเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่นั้น
ดนตรีที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจก็ได้ก้าวรุดหน้าไปไม่น้อย
ผู้คนได้นำเอาดนตรีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เช่น
ใช้ประกอบการงานที่ใช้อยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพลงประเภทนี้เรียกว่า "เพลงขับร้องระหว่างการทำงาน" (work song) ซึ่งได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเก็บฝักข้าวโพด เพลงปั่นฝ้าย เพลงคนตัดต้นไม้ เป็นต้น
ในบรรดาเพลงขับร้องระหว่างการทำงาน
เห็นจะไม่มีเพลงใดขึ้นชื่อเท่าเพลง
"Song of the Volga
Bothman" เพลงนี้เป็นเพลงพื้นเมืองเก่าแก่ของรัสเซีย เป็นเพลงของชาวเรือในแม่น้ำโวลก้าสมัยก่อน ชาวเรือจะเข้าแถวอยู่บนริมฝั่ง ช่วยกับฉุดลากเรือเพื่อให้แล่นทวนกระแสน้ำ
พร้อมกันนั้นเขาจะร้องเพลงนี้ช่วยให้จังหวะของการทำงานดีขึ้น
เมื่อกล่าวถึงชาวเรือ
ก็ควรจะกล่าวถึงเพลงชาวเรือบทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เพลนั้นก็คือ
เพลงชาวเรือเนเปิลส์ (Neapolitan
both song) ซึ่งมีชื่อว่า "Santa Lusia" (อ่านว่า ซันตา
ลูซิอา)
เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ตรงท่วงทำนองอันชวนให้ใฝ่ฝัน ชาวเรือในอ่าวเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี
จะขับร้องเพลงไพเราะบทนี้ในยามคำคืน
รำพึงถึงความอ้างว้างของท้องทะเล
และความงดงามของระลอกคลื่นที่ส่งประกายระยิบระยับสีเงินยวงเมื่อต้องแสงจันทร์
เพลงที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่คนทั่ว ๆ ไปนอกจากเพลงขับร้องระหว่างการทำงานแล้ว ก็ยังมีเพลงประกอบการเล่น เพลงประกอบระบำ เพลงรัก เพลงกล่อมเด็ก เพลงเทศกาลและเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น